ไฮเออร์ รับคลื่น Data Center ยุค AI ชู “โซลูชันระบบทำความเย็นครบวงจร” ลดใช้พลังงานกว่า 50% ในงาน Data Centre World Asia 2026 พร้อมเล็งปักหมุด “ระยอง” ฐานผลิตไทย รองรับดีมานด์ตลาดอาเซียน - ข่าวธุรกิจ888 -โชคชัย บุณยะกลัมพ

ข่าวธุรกิจ888 -โชคชัย บุณยะกลัมพ

ข่าว ธุรกิจ888 โชคชัย บุณยะกลัมพ เทคโนโลยี AI chokcyberai

Post Top Ad

จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

ติดตามข่าวบันเทิงได้ที่ chokweekly

ติดตาม chokweekly chokcyberai

30 กันยายน 2569

ไฮเออร์ รับคลื่น Data Center ยุค AI ชู “โซลูชันระบบทำความเย็นครบวงจร” ลดใช้พลังงานกว่า 50% ในงาน Data Centre World Asia 2026 พร้อมเล็งปักหมุด “ระยอง” ฐานผลิตไทย รองรับดีมานด์ตลาดอาเซียน

 #ไฮเออร์ รับคลื่น #DataCenter ยุค AI ชู “#โซลูชันระบบทำความเย็นครบวงจร” ลดใช้พลังงานกว่า 50% ในงาน #DataCentreWorldAsia2026 พร้อมเล็งปักหมุด “#ระยอง” ฐานผลิตไทย รองรับดีมานด์ตลาดอาเซียน

30 กันยายน 2569 – ไฮเออร์ (Haier) ผู้นำด้านผลิตภัณฑ์และนวัตกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าสมาร์ทโฮม และ
แบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้าอันดับ 1 ของโลกติดต่อกัน 17 ปีซ้อน โชว์ศักยภาพด้านโซลูชันดาต้าเซ็นเตอร์ในงาน Data Centre World Asia 2026 ณ ประเทศสิงคโปร์ นำเสนอโซลูชันระบบทำความเย็นสำหรับดาต้าเซ็นเตอร์แบบครบวงจร (Full-Stack Data Center Solutions) ครอบคลุมตั้งแต่ระบบทำความเย็นสำหรับ AIDC เทคโนโลยี Liquid Cooling และ Air Cooling ไปจนถึงระบบควบคุมอัจฉริยะ เชื่อมการบริหารจัดการความร้อนตั้งแต่ต้นทางการผลิตความเย็น อุปกรณ์ภายในระบบ ไปจนถึงการทำความเย็นระดับแร็ก (Rack-Level) เพื่อรองรับดาต้าเซ็นเตอร์ยุค AI ที่ต้องการประสิทธิภาพและความเสถียรสูง ควบคู่กับการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ

การเติบโตอย่างรวดเร็วของปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังผลักดันความต้องการโครงสร้างพื้นฐานด้านการประมวลผลทั่วโลก โดยเฉพาะดาต้าเซ็นเตอร์ที่ต้องรองรับเซิร์ฟเวอร์ AI ซึ่งใช้พลังงานและสร้างความร้อนสูงขึ้นตามปริมาณการประมวลผล ส่งผลให้การบริหารจัดการความร้อนกลายเป็นหนึ่งในโจทย์สำคัญของอุตสาหกรรม ทั้งในด้านประสิทธิภาพการระบายความร้อน ความเสถียรของระบบที่ต้องทำงานต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง และการควบคุมการใช้พลังงานเพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ขณะเดียวกัน เมื่อความหนาแน่นของกำลังไฟในเซิร์ฟเวอร์ AI (Power Density) เพิ่มสูงขึ้น ระบบระบายความร้อนด้วยอากาศแบบเดิมเริ่มมีข้อจำกัดมากขึ้น จึงผลักดันความต้องการเทคโนโลยีทำความเย็นที่มีประสิทธิภาพสูง เชื่อถือได้ และสามารถปรับให้เหมาะกับรูปแบบการใช้งานของดาต้าเซ็นเตอร์แต่ละประเภท











 

จากระบบทำความเย็นสู่โซลูชันครบวงจร รองรับดาต้าเซ็นเตอร์ยุค AI

การเติบโตของ AI ทำให้ดาต้าเซ็นเตอร์ต้องรองรับการประมวลผลที่ซับซ้อนและใช้พลังงานสูง ระบบทำความเย็นจึงกลายเป็นองค์ประกอบสำคัญของดาต้าเซ็นเตอร์ยุคใหม่ โดยโจทย์ไม่ได้อยู่ที่ประสิทธิภาพของอุปกรณ์เพียงอย่างเดียว แต่ต้องบริหารจัดการระบบทั้งหมดให้ทำงานสอดประสานกันอย่างมีประสิทธิภาพและเสถียร ควบคู่กับการลดการใช้พลังงาน

ภายในงาน ไฮเออร์ได้นำเสนอ Full-Stack Data Center Solutions ผ่าน Data Center Solution Sand Table ภายใต้แนวคิด “Unified Air and Liquid Cooling, Powered by Oil-free Technology” โดยใช้เทคโนโลยี Oil-free Magnetic-bearing เป็นหัวใจสำคัญ ครอบคลุมการจัดการความร้อนตั้งแต่ระบบผลิตและกระจายความเย็น ไปจนถึงการระบายความร้อนให้กับเซิร์ฟเวอร์ รองรับทั้ง Air Cooling และ Liquid Cooling สามารถปรับใช้ได้ตั้งแต่ศูนย์ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ ดาต้าเซ็นเตอร์สำหรับ AI (AIDC) ไปจนถึงการปรับปรุงดาต้าเซ็นเตอร์เดิม โดยสามารถทำค่า PUE (Power Usage Effectiveness) ได้ต่ำกว่ามาตรฐานระดับประเทศในปัจจุบัน พร้อมช่วยประหยัดพลังงานโดยรวมได้มากกว่า 50%

ชูเทคโนโลยี Air–Liquid Cooling รับงานประมวลผลสมรรถนะสูง

หนึ่งในเทคโนโลยีเด่นที่นำมาจัดแสดงเป็นครั้งแรก คือ Air-and-Liquid Integrated Free-cooling Magnetic-bearing Chiller แบบ Distributed ซึ่งไฮเออร์พัฒนาร่วมกับ Alibaba Group เพื่อรองรับระบบ Liquid Cooling โดยผสาน Free Cooling และ Mechanical Cooling พร้อมรวมระบบผลิตและกระจายความเย็น รวมถึง Room CDU (Coolant Distribution Unit) ไว้ในระบบเดียว ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานและรักษาความเสถียรของระบบ โดยภายใต้สภาวะใช้งานจริงสามารถทำค่า COP (Coefficient of Performance) ได้มากกว่า 10.0 และมีค่า PUE ต่ำสุดที่ 1.15

สำหรับงาน High-Performance Computing (HPC) ไฮเออร์นำเสนอ Air-cooled Magnetic-bearing Centrifugal Chiller รองรับกำลังการทำความเย็น 1.5–3 เมกะวัตต์ (MW) และรองรับการทำความเย็นแบบไม่ใช้น้ำผ่านเทคโนโลยี Free Cooling ขณะที่ CDU Supplemental Magnetic-bearing Chiller สามารถตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของ Cooling Load ได้อย่างรวดเร็ว เพื่อจ่ายความเย็นให้ระบบ Liquid Cooling ได้อย่างแม่นยำและต่อเนื่อง นอกจากนี้ ยังมี Aerostatic Bearing Compressor ที่ไฮเออร์พัฒนาขึ้นเอง ช่วยลดแรงเสียดทานและประหยัดพลังงานได้มากกว่า 50% เมื่อเทียบกับคอมเพรสเซอร์ทั่วไป รวมถึง Chilled Water Fan Wall ที่ช่วยให้ระบบทำความเย็นหลายส่วนทำงานร่วมกันและควบคุมได้อย่างอัจฉริยะ รองรับการขยายระบบตามความต้องการของดาต้าเซ็นเตอร์ในอนาคต

ยกระดับการบริหารจัดการด้วย Smart Control ดูแลระบบตลอด 24 ชั่วโมง

อีกหนึ่งไฮไลต์ภายในงานคือ Smart Control ระบบควบคุมอัจฉริยะที่ช่วยบริหารจัดการระบบทำความเย็นของดาต้าเซ็นเตอร์ได้อย่างครบวงจร ตั้งแต่การจำลองระบบก่อนติดตั้ง การควบคุมระหว่างการใช้งาน ไปจนถึงการดูแลและบำรุงรักษา ผ่าน HICS Simulation and O&M Platform ที่สามารถจำลองสภาพแวดล้อมจริงของดาต้าเซ็นเตอร์ในรูปแบบดิจิทัล เพื่อช่วยวางแผนและบริหารจัดการระบบได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ระบบ Cooling Source Group Control และ Industrial-grade Smart Controller ยังช่วยควบคุมและประสานการทำงานของอุปกรณ์ต่าง ๆ ภายในระบบทำความเย็น ขณะที่แพลตฟอร์ม Monitoring สามารถติดตามการทำงานได้ตลอด 24 ชั่วโมง 7 วัน ครอบคลุมจุดตรวจวัดหลายหมื่นจุด พร้อมนำองค์ความรู้จากผู้เชี่ยวชาญมาทำงานร่วมกับ AI เพื่อวิเคราะห์และบริหารจัดการระบบได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยสามารถเพิ่มประสิทธิภาพด้านการดำเนินงานและบำรุงรักษา หรือ O&M (Operations and Maintenance) ได้ 40%

เทคโนโลยีดังกล่าวช่วยให้ไฮเออร์สามารถบริหารจัดการระบบทำความเย็นของดาต้าเซ็นเตอร์ได้อย่างครบวงจร ตั้งแต่การจำลองและวางแผนก่อนติดตั้ง การควบคุมการทำงานแบบเรียลไทม์ ไปจนถึงการดูแลและบำรุงรักษา ช่วยเพิ่มความแม่นยำในการบริหารจัดการ ควบคู่กับการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและรักษาความเสถียรของระบบในระยะยาว

ต่อยอดเครือข่ายระดับโลก เสริมฐานผลิตไทยรองรับตลาด Data Center ในภูมิภาค

นอกเหนือจากการพัฒนาเทคโนโลยี ไฮเออร์ยังเดินหน้าเสริมความแข็งแกร่งของเครือข่ายการผลิตและบริการ เพื่อรองรับความต้องการของตลาดดาต้าเซ็นเตอร์ในแต่ละภูมิภาค ตั้งแต่การส่งมอบโครงการ การสนับสนุนด้านเทคนิค ไปจนถึงการดูแลระบบตลอดอายุการใช้งาน ปัจจุบันมีฐานการผลิตและการขาย 4 แห่ง ครอบคลุมจีน ไทย สหรัฐอเมริกา และฝรั่งเศส พร้อมเครือข่ายบริการและทีมสนับสนุนในแต่ละพื้นที่ โดยโซลูชันดาต้าเซ็นเตอร์ของไฮเออร์ถูกนำไปใช้ในหลายโครงการทั้งในจีนและต่างประเทศ ตั้งแต่ศูนย์ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ในจีน ไปจนถึงโครงการดาต้าเซ็นเตอร์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อาทิ มาเลเซียและสิงคโปร์

สำหรับประเทศไทย โรงงานไฮเออร์ จังหวัดระยอง ซึ่งมีกำหนดเริ่มการผลิตในปี 2570 มีแผนเพิ่มขีดความสามารถด้านการผลิตที่เกี่ยวข้องกับ Data Center Solutions เพื่อเสริมศักยภาพในการรองรับตลาดทั้งในระดับภูมิภาคและระดับโลก ควบคู่กับการพัฒนาเทคโนโลยีระบบทำความเย็นสำหรับดาต้าเซ็นเตอร์อย่างต่อเนื่อง รองรับความต้องการด้านการประมวลผล การใช้พลังงาน และการบริหารจัดการความร้อนที่เพิ่มขึ้น พร้อมนำโซลูชันแบบครบวงจรมาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน รักษาความเสถียรของระบบ และรองรับการขยายตัวของโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลในอนาคต

ติดตามรายละเอียดกิจกรรมเพิ่มเติม ข้อมูลข่าวสาร โปรโมชัน และกิจกรรมอื่น ๆ จากไฮเออร์ได้ที่ Facebook: Haier Thailand, Instagram: @haierthailand_official, X (Twitter): @ThailandHaier, YouTube: @HaierThailandOfficial, TikTok: @haier_thailand และ Line OA : @haierthailand หรือดูรายละเอียดสินค้าเพิ่มเติมได้ที่ https://www.haier.com/th

#Haier #HaierThailand #HaierMoreCreationMorePossibilities

###

หมายเหตุถึงกองบรรณาธิการ

เกี่ยวกับ Haier Group

Haier Group ก่อตั้งขึ้นในปี 2527 เป็นผู้ให้บริการโซลูชันเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลระดับโลก ภายใต้แนวคิด “More Creation, More Possibilities” ปัจจุบันไฮเออร์มีศูนย์วิจัยและพัฒนา (R&D) 10 แห่ง นิคมอุตสาหกรรม 35 แห่ง และศูนย์การผลิต 173 แห่งทั่วโลก โดยในปี 2568 มีรายได้ทั่วโลก 59.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

ไฮเออร์ได้รับการจัดอันดับให้อยู่ใน Kantar BrandZ Top 100 Most Valuable Global Brands ต่อเนื่องเป็นปีที่ 8 และครองตำแหน่งแบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดใหญ่อันดับ 1 ของโลกจาก Euromonitor International ต่อเนื่องเป็นปีที่ 17 นอกจากนี้ Haier Group ยังมีบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ 8 แห่ง โดย Haier Smart Home ซึ่งเป็นบริษัทในเครือ ได้รับการจัดอันดับให้อยู่ใน Fortune Global 500 และ Fortune World's Most Admired Companies

เกี่ยวกับ ไฮเออร์

ไฮเออร์เป็นผู้ผลิตและผู้นำในด้านผลิตภัณฑ์และนวัตกรรมเครื่องไฟฟ้าระดับโลก โดยมีพันธกิจในการสร้างสรรค์เครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน เพื่อความเป็นอยู่ที่ดี และ ตอบสนองความต้องการที่หลากหลาย และมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของผู้บริโภค กว่า 100 ประเทศทั่วโลก

ไฮเออร์ครองแชมป์เครื่องใช้ภายในบ้านอันดับ 1 ของโลก ติดต่อกัน 17 ปีซ้อน ตั้งแต่ปี 2552 ถึง 2568 โดยการจัดอันดับของสถาบันยูโรมอนิเตอร์อินเตอร์เนชั่นแนล ซึ่งเป็นสถาบันวิจัยข้อมูลทางการตลาดที่น่าเชื่อถือที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

ไฮเออร์ ประเทศไทย ได้คิดค้น และพัฒนาผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ เพื่อจะสามารถให้การบริการที่ดี และตอบสนองต่อไลฟ์สไตล์ในประเทศไทย ซึ่งในปีพ.ศ. 2562 ไฮเออร์ได้กำลังดำเนินทิศทางปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์จากการเป็นเพียงเครื่องใช้ไฟฟ้าสู่ความเป็นผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้า Internet of Things (IoT) และจะดำเนินสู่การเป็นแบรนด์ผู้นำ Ecosystem ในตลาดประเทศไทยต่อไปในอนาคต

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

Ad