“#ไทวัสดุ x #บีเอ็นบีโฮมเอ็กซ์โป2026” เผยพฤติกรรมคนไทยหัน #รีโนเวทบ้าน เพิ่มขึ้น ดันยอด #สินค้าตกแต่งบ้าน โตแรงรับต้นปี สะท้อนกระเป๋าคนไทยที่พร้อมจ่าย เพื่อ Smart, Safe & Sustainable Living กว่าที่เคย - chokcyberai ข่าวธุรกิจ888

chokcyberai ข่าวธุรกิจ888

ข่าวเด่น ธุรกิจเศรษฐกิจ แวดวงสังคม เทคโนโลยีAi

Post Top Ad

ติดตามข่าวบันเทิงได้ที่ chokweekly

04 มีนาคม 2569

“#ไทวัสดุ x #บีเอ็นบีโฮมเอ็กซ์โป2026” เผยพฤติกรรมคนไทยหัน #รีโนเวทบ้าน เพิ่มขึ้น ดันยอด #สินค้าตกแต่งบ้าน โตแรงรับต้นปี สะท้อนกระเป๋าคนไทยที่พร้อมจ่าย เพื่อ Smart, Safe & Sustainable Living กว่าที่เคย

 “#ไทวัสดุ x #บีเอ็นบีโฮมเอ็กซ์โป2026” เผยพฤติกรรมคนไทยหัน #รีโนเวทบ้าน เพิ่มขึ้น ดันยอด #สินค้าตกแต่งบ้าน โตแรงรับต้นปี สะท้อนกระเป๋าคนไทยที่พร้อมจ่าย เพื่อ Smart, Safe & Sustainable Living กว่าที่เคย

ท่ามกลางตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยในปี 2569 ที่กำลังก้าวผ่านจุดที่ยากลำบากและเริ่มเห็นสัญญาณการฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป แม้ว่าผู้บริโภคส่วนใหญ่เลือกที่จะชะลอการซื้อบ้านใหม่ แต่ในทางกลับกัน ตลาดกลับพบปรากฏการณ์ที่น่าสนใจ เมื่อคนไทยหันมาให้ความสำคัญกับการลงทุน เพื่อคุณภาพชีวิตภายในที่พักอาศัยเดิมมากขึ้น ส่งผลให้ตลาดบ้านมือสองและการรีโนเวทปรับปรุงบ้าน กลายเป็นทางเลือกกระแสหลัก โดยมีปัจจัยหนุนจากการที่บ้านมือสองมักตั้งอยู่ในทำเลศักยภาพที่เข้าถึงได้ง่ายกว่า เช่น ใจกลางเมืองหรือใกล้แหล่งสาธารณูปโภค และมีราคาที่ถูกกว่าบ้านสร้างใหม่ประมาณ 20% จึงเป็นทางออกสำหรับผู้ที่มีกำลังซื้อจำกัด

สถานการณ์ตลาดที่เปลี่ยนไปนี้เองที่กลายเป็นแรงผลักดันสำคัญให้มหกรรมสินค้าเพื่อบ้านระดับประเทศอย่าง “ไทวัสดุ x บีเอ็นบี โฮม เอ็กซ์โป 2026” ประสบความสำเร็จอย่างท่วมท้นตลอดการจัดงาน 10 วันเต็ม และเป็นเครื่องยนต์หลักในการกระตุ้นกำลังซื้อและตอบโจทย์ความต้องการที่แท้จริงของผู้บริโภคยุคปัจจุบัน นอกจากนี้การรีโนเวทบ้านมือสองยังเป็นโอกาสสำคัญสำหรับ SME และช่างผู้รับเหมา เนื่องจากต้องใช้กำลังคนในการตกแต่ง ก่อสร้าง และซ่อมบำรุงสูงเทียบเท่าการทำโครงการใหม่ ตอกย้ำถึงบทบาทของงานที่เป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนกำลังซื้อภาคอสังหาริมทรัพย์ สนับสนุน SME กลุ่มช่างก่อสร้าง และมอบประสบการณ์ความคุ้มค่าให้ผู้บริโภคในช่วงต้นปี 2569 ได้อย่างแข็งแกร่ง 

 

ถอดรหัส 3 เมกะเทรนด์จากสินค้าขายดีในงาน ไทวัสดุ x บีเอ็นบี โฮม เอ็กซ์โป 2026

มหกรรมในครั้งนี้ไม่เพียงแต่สะท้อนความแข็งแกร่งของไทวัสดุ และ บีเอ็นบี โฮม เท่านั้นแต่ยังสะท้อน
3 เมกะเทรนด์สำคัญที่เป็นหัวใจของตลาดอสังหาริมทรัพย์และที่อยู่อาศัยปี 2569 อย่างชัดเจน โดยนอกเหนือจากเทรนด์ของตลาดบ้านมือสองและที่อยู่อาศัยแล้ว ยังมีปัจจัยด้านโครงสร้างประชากรยังมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการกำหนดทิศทางสินค้าขายดีภายในงาน ดังนี้

  1. Renovation & Second-hand Home ดีมานด์โตแรงแซงโค้ง การเติบโตอย่างก้าวกระโดดของเทรนด์การปรับปรุงบ้านมียอดดีมานด์พุ่งสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เมื่อรูปแบบประชากรและแนวทางในตลาดอสังหาริมทรัพย์เปลี่ยนแปลงไป ทำให้พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงตาม โดยส่วนใหญ่เริ่มหันมาลงทุนกับคุณภาพชีวิตผ่านการซ่อมแซมและตกแต่งบ้านเดิม หรือรีโนเวทบ้านมือสองให้ตรงใจ และตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของสมาชิกในบ้านมากแทนการซื้อบ้านใหม่ ส่งผลให้กลุ่มสินค้าวัสดุก่อสร้างพื้นฐาน สินค้าตกแต่ง และโซลูชันซ่อมแซมบ้านมียอดขายเติบโตอย่างโดดเด่นและเป็นสินค้าที่มียอดขายสูงสุดใน 3 อันดับแรก ได้แก่ เฟอร์นิเจอร์ครัว ซิงค์ สินค้าก่อสร้างพื้นฐานอย่าง วัสดุประตู  และอุปกรณ์ช่างและอุปกรณ์เพื่อการก่อสร้างแบรนด์ PUMPKIN ที่ยกขบวนเครื่องมือช่างมืออาชีพ และสินค้ากลุ่มพิเศษ Elite Craft สำหรับงานหนักโดยเฉพาะ SUPREM PRO แบรนด์เคมีภัณฑ์ก่อสร้างน้องใหม่กับกลุ่มสินค้ายาแนว ซิลิโคนและกันซึม ตอบโจทย์การซ่อมแซมและก่อสร้างที่เน้นความรวดเร็วและทนทาน ตามมาด้วยกลุ่มเครื่องนอน อีกหนึ่งสินค้าขายดีที่ช่วยให้บ้านเป็นพื้นที่พักผ่อนที่สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น
  2. Aging Society & Smart Living เปลี่ยนบ้านให้เป็นพื้นที่อัจฉริยะ ดูแลความปลอดภัยและคุณภาพชีวิตของทุกคนในครอบครัว ปัจจัยด้านประชากรกลายเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญเมื่อประเทศไทยก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอด (Super Aged Society) ซึ่งประเทศไทยมีสัดส่วนประชากรสูงวัยเพิ่มขึ้นกว่า 28% ส่งผลให้สินค้าที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการกับกลุ่ม Aging Society และสินค้าที่ได้รับการออกแบบตามหลัก Universal Design จึงกลายเป็นสินค้าที่ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง อาทิ กลุ่มสินค้าอุปกรณ์ห้องน้ำ ราวจับ พื้นลดแรงกระแทก ควบคู่กับสินค้าที่มีระบบ Smart Home อย่างระบบไฟอัตโนมัติ เพื่อเปลี่ยนบ้านให้กลายเป็นพื้นที่อัจฉริยะที่ดูแลชีวิตและความปลอดภัยของทุกคนในบ้าน
  3. Sustainability & Green Solution หัวใจสำคัญของบ้านยุคใหม่ ผู้บริโภคยุคใหม่ให้ความสำคัญกับนวัตกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและสินค้าที่มีแนวคิความยั่งยืนกลายเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภค และฟังก์ชันด้านการประหยัดพลังงานเพื่อลดค่าใช้จ่ายในระยะยาว อาทิ เครื่องทำน้ำอุ่น เครื่องกรองน้ำ และโซลูชัน Solar Cell ตอกย้ำข้อมูลจาก REIC ที่ระบุว่าความยั่งยืนคือปัจจัยหลักในการเลือกซื้อของแต่งบ้านในปัจจุบัน

 














อีกหนึ่งไฮไลท์สำคัญที่เป็นจุดดึงดูดผู้เข้าชมงานคือ Expert Solution Hub ศูนย์รวมนวัตกรรมจากผู้เชี่ยวชาญและสินค้าคุณภาพจากแบรนด์ดังระดับโลก อาทิ บูธ The Power of One, Infinite Possibilities โดย TOA ที่สร้างประสบการณ์ใหม่ด้วยพื้นที่กิจกรรมทดลองทาสี นวัตกรรมสี Expert 2in1 โซลูชันที่ตอบโจทย์งานช่างยุคใหม่ ทาได้ครบจบในหนึ่งเดียวทั้งงานปูน ไม้ และเหล็ก ซึ่งได้รับความสนใจจากทั้งเจ้าของบ้านและผู้รับเหมาในการเข้ามาสัมผัสประสิทธิภาพและเลือกช้อปสีสันที่ตอบโจทย์เฉพาะตัว ต่อเนื่องด้วยนวัตกรรมล้ำสมัยจากบูธ TMT ที่นำเสนอแผ่นเหล็กชนิดเรียบพิเศษ STAY FLAT นวัตกรรมชิ้นสำคัญที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพงานโครงสร้างและงานอุตสาหกรรมให้มีคุณภาพสูงสุด สะท้อนเทรนด์การตกแต่งและรีโนเวทบ้านปี 2026 ให้แก่ผู้เยี่ยมชมงานได้อย่างเห็นภาพและครบวงจร

บ้านเดิมที่ดีขึ้น กับเศรษฐกิจที่เติบโตตาม

นอกเหนือจากการตอบโจทย์ผู้บริโภคแล้ว กระแสการรีโนเวทบ้านมือสองที่เกิดขึ้นอย่างชัดเจนในปี 2569 ยังกลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจฐานราก โดยเฉพาะกลุ่มผู้รับเหมา ช่างท้องถิ่น ที่ได้รับอานิสงส์โดยตรงจากดีมานด์การปรับปรุงที่อยู่อาศัยที่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งการรีโนเวทไม่ได้จบเพียงแค่การซื้อวัสดุ แต่ยังหมายถึงการจ้างแรงงาน การใช้บริการช่างติดตั้ง งานโครงสร้าง และงานตกแต่งภายใน ซึ่งล้วนเป็นห่วงโซ่รายได้ที่หมุนเวียนสู่ชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม ส่งผลให้เม็ดเงินไม่ได้กระจุกตัวเฉพาะในภาคค้าปลีก แต่กระจายสู่ผู้ประกอบการรายย่อยทั่วประเทศ ขณะเดียวกัน แบรนด์ไทยในกลุ่มเครื่องมือช่างและเคมีภัณฑ์ก่อสร้างหลายรายได้รับการตอบรับอย่างโดดเด่น สะท้อนความเชื่อมั่นต่อคุณภาพสินค้าภายในประเทศ และแนวโน้มที่ผู้ประกอบการไทยสามารถพัฒนาโซลูชันที่แข่งขันกับสินค้านำเข้าได้อย่างมีศักยภาพ

งานครั้งนี้จึงเปรียบเสมือนตัวชี้วัดทิศทางตลาดบ้านไทยที่แสดงให้เห็นว่า แม้ในสภาวะเศรษฐกิจที่
ท้าทาย แต่คนไทยยังจับจ่ายเพื่อลงทุนกับคุณภาพชีวิตภายในที่อยู่อาศัย และตอกย้ำไทวัสดุในฐานะผู้นำ Omnichannel DIY Home Retailer และแบรนด์ที่เป็น Top of Mind ของคนรักบ้าน และแสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการปรับตัวของค้าปลีกฮาร์ดไลน์ไทย ที่พร้อมจะเติบโตเคียงคู่ไปกับคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของคนไทยในทุกมิติ เพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมบ้านไทยให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างยั่งยืน

สามารถติดตามข้อมูลข่าวสารและโปรโมชั่นเพิ่มเติมได้ที่ www.thaiwatsadu.com Facebook Fanpage : Thai Watsadu และไลน์ไอดี @Thaiwatsadu และ BnB home: www.bnbhome.com , Line :@bnbhometh , Facebook: BnB home หรือ โทร. 1308



เกี่ยวกับเซ็นทรัล รีเทล 

บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) (“บริษัทฯ” หรือ “เซ็นทรัล รีเทล”) เป็นผู้นำธุรกิจค้าปลีกรวมทั้งธุรกิจค้าส่งสินค้าหลากหลายประเภท ผ่านรูปแบบและช่องทางที่หลากหลาย (Multi-Format, Multi-Category Omnichannel Retail and Wholesale Platform) ในประเทศไทย และ ประเทศเวียดนาม บริษัทฯ มีเครือข่ายร้านค้าภายใต้แบรนด์ค้าปลีกและค้าส่งทั้งหมด 3,723 ร้านค้า (ข้อมูล ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568) อาทิ ห้างสรรพสินค้า ร้านขายสินค้าเฉพาะทาง ศูนย์ค้าส่งวัตถุดิบอาหาร ซูเปอร์มาร์เก็ต ไฮเปอร์มาร์เก็ต พลาซ่า และการจำหน่ายสินค้าออนไลน์บนแพลตฟอร์ม Omnichannel  โดยธุรกิจของเซ็นทรัล รีเทล ครอบคลุมทั้งหมด 4 กลุ่มธุรกิจ ได้แก่ (1) กลุ่มฟู้ด มุ่งเน้นการจำหน่ายสินค้าอุปโภค-บริโภค วัตถุดิบอาหาร รวมถึงสินค้าและบริการด้านสุขภาพคนและสัตว์เลี้ยงภายใต้แบรนด์ค้าปลีกและค้าส่งต่าง ๆ เช่น ท็อปส์ ท็อปส์ ฟู้ด ฮอลล์ ท็อปส์ ไฟน์ ฟู้ด ท็อปส์ เดลี่  ท็อปส์ แคร์ และโก โฮลเซลล์ ในประเทศไทย ส่วนประเทศเวียดนาม ได้แก่ โก ไฮเปอรมารเก็ต (บิ๊กซี / GO!) ท็อปส์ มาร์เก็ต  มินิ โก (go!) และ ลานชี มาร์ท (2) กลุ่มฮาร์ดไลน์ มุ่งเน้นการจำหน่ายสินค้าตกแต่งและปรับปรุงบ้าน สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องเขียนและอุปกรณ์สำนักงาน หนังสือ และ e-Book ภายใต้แบรนด์ค้าปลีกต่าง ๆ เช่น ไทวัสดุ  ไทวัสดุ x บีเอ็นบี โฮม เพาเวอร์บาย ออฟฟิศเมท บีทูเอส เมพ และเหงียน คิม (3) กลุ่มแฟชั่น มุ่งเน้นการจำหน่ายสินค้าเครื่องแต่งกาย และเครื่องประดับภายใต้แบรนด์ค้าปลีกต่าง ๆ เช่น ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล ห้างสรรพสินค้าโรบินสัน ซูเปอร์สปอร์ต และ เซ็นทรัล มาร์เก็ตติ้ง กรุ๊ป และ (4) กลุ่มพร็อพเพอร์ตี้ มุ่งเน้นการให้เช่าพื้นที่สำหรับร้านค้าของกลุ่มบริษัทฯ และร้านค้าและบริการของบุคคลภายนอก เช่น  โรบินสันไลฟ์สไตล์ ท็อปส์ พลาซ่า และ บิ๊กซี / GO! เวียดนาม โดย ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568 เซ็นทรัล รีเทล ดำเนินธุรกิจใน 2 ประเทศ ได้แก่ ประเทศไทย ทั้งหมด 63 จังหวัด และ ประเทศเวียดนามทั้งหมด 26 จังหวัด

 

หมายเหตุ:

บริษัทฯ ได้ขายกิจการห้างสรรพสินค้ารีนาเชนเต ในประเทศอิตาลี ตามมติของที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 1/2568 (วันที่ 6 พฤศจิกายน 2568) โดย ณ วันที่ 18 พฤศจิกายน 2568 เป็นวันที่ธุรกรรมการขายกิจการเสร็จสมบูรณ์ ส่งผลให้ CRC Holland B.V., CRC Rinascente S.p.A. และ La Rinascente S.p.A. สิ้นสภาพการเป็นบริษัทย่อยของ CRC มีผลตั้งแต่วันที่ 19 พฤศจิกายน 2568 เป็นต้นไป

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

Ad