#Silklife #นวัตกรรมนักวิจัยจุฬาฯ ยกระดับไหมไทย จากงานฝีมือสู่วัสดุการแพทย์ระดับสากล - chokcyberai ข่าวธุรกิจ888

chokcyberai ข่าวธุรกิจ888

ข่าวเด่น ข่าวธุรกิจเศรษฐกิจ แวดวงสังคม เทคโนโลยีAi

Post Top Ad

ติดตามข่าวบันเทิงได้ที่ chokweekly

ติดตาม chokweekly chokcyberai

16 กุมภาพันธ์ 2569

#Silklife #นวัตกรรมนักวิจัยจุฬาฯ ยกระดับไหมไทย จากงานฝีมือสู่วัสดุการแพทย์ระดับสากล

 #Silklife #นวัตกรรมนักวิจัยจุฬาฯ ยกระดับไหมไทย  จากงานฝีมือสู่วัสดุการแพทย์ระดับสากล

 

มิติใหม่ “#ไหมไทย”นักวิจัยคณะวิศวฯ จุฬาฯ พัฒนาโปรตีนไหมเป็นแพลตฟอร์มผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ ตั้งแต่แผ่นแปะบรรเทาปวด เนื้อเยื่อเทียม ไปจนถึงเจลฉีดข้อ ช่วยในการรักษาผู้ป่วย ลดการพึ่งพาวัสดุนำเข้าจากต่างประเทศ และสร้างรายได้ให้เกษตรกรอย่างยั่งยืน

ในห้วงเวลาที่อุตสาหกรรมการแพทย์ของไทยกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว แต่เรายังต้องพึ่งพาวัสดุนำเข้าจากต่างประเทศ ทีมนักวิจัยจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยพยายามค้นหาศักยภาพของวัสดุท้องถิ่น และได้ค้นพบมิติใหม่ของ ไหมไทย” มรดกทางวัฒนธรรมที่คนไทยรู้จักดีในฐานะผ้าไหมสีทอง ที่วันนี้กำลังจะกลายเป็นวัสดุทางการแพทย์ระดับสากล เช่น วัสดุทันตกรรม” “#เจลฉีดข้อ” และ “#แผ่นแปะช่วยนอนหลับ”

รองศาสตราจารย์ ดร.จุฑามาศ รัตนวราภรณ์ ประธานหลักสูตรสหสาขาวิชาวิศวกรรมชีวเวช คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ หัวหน้าทีมวิจัยโครงการ Silklife กล่าวถึงแรงบันดาลใจที่ทำให้ทีมวิจัยหันมาสนใจไหมไทยว่า “เราตั้งใจที่จะสร้างความเข้มแข็งให้กับอุตสาหกรรมการแพทย์ของไทย เรามองว่าอุตสาหกรรมการแพทย์ของประเทศมีความสำคัญและเติบโตขึ้น แต่วัสดุที่นำมาใช้ผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์มักต้องพึ่งพาวัสดุจากต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นคอลลาเจนหรือไฮยาลูรอนิกแอซิด ในขณะที่วัสดุท้องถิ่นเกรดการแพทย์ หาได้ยาก”  

 

รองศาสตราจารย์ ดร.จุฑามาศ รัตนวราภรณ์ ประธานหลักสูตรสหสาขาวิชาวิศวกรรมชีวเวช

คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ หัวหน้าทีมวิจัยโครงการ Silklife

รศ.ดร.จุฑามาศ รู้จักไหมไทยเป็นอย่างดี จากที่ได้ทำวิจัยเกี่ยวกับโปรตีนไหมไทยตั้งแต่สมัยเป็นนิสิตปริญญาเอก และดำเนินงานอย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับไหมไทยมาแล้วกว่า 15 ปี ร่วมกับทีมอาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิ อาทิ ศาสตราจารย์ ดร.ศิริพร ดำรงศักดิ์กุล และศาสตราจารย์ ดร.โศรดา กนกพานนท์

“ประเทศไทยเรามีทรัพยากรธรรมชาติและสมุนไพรที่มีมูลค่ามหาศาล การวิจัยไม่ควรจบแค่การตีพิมพ์ผลงาน แต่ควรจะถูกนำไปใช้ได้จริง ดังนั้น การทำวิจัยจึงต้องมองให้ครบทุกมิติตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ยกระดับคุณภาพโดยยึดมาตรฐานสากล ตั้งแต่แปลงหม่อนในจังหวัดราชบุรี โรงเรือนเลี้ยงหม่อน กระบวนการผลิตในโรงงาน ไปจนถึงผลิตภัณฑ์คุณภาพที่ใช้กับผู้ป่วย”

โครงการวิจัย Silklife จึงไม่เพียงพัฒนานวัตกรรมผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ ที่ได้รับการจดสิทธิบัตรและการขึ้นทะเบียน อย. แต่ยังเป็นการสร้างความมั่นคงให้เกษตรกรและระบบนิเวศด้วย


รองศาสตราจารย์ ดร.จุฑามาศ รัตนวราภรณ์ ประธานหลักสูตรสหสาขาวิชาวิศวกรรมชีวเวช
คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ หัวหน้าทีมวิจัยโครงการ Silklife

ไหมไทย คุณสมบัติที่ไม่เหมือนใคร

ไหมประกอบด้วยโปรตีน 2 ชนิดหลัก ได้แก่ ไฟโบรอิน ซึ่งเป็นเส้นใยไหมส่วนเดียวกับที่นำไปทำผ้าไหม และเซริซิน ที่เป็นกาวไหมซึ่งมักถูกล้างออกหรือนำไปใช้ในอุตสาหกรรมเครื่องสำอาง แต่ส่วนที่ทีม Silklife ให้ความสำคัญคือไฟโบรอินที่นำมาประยุกต์เป็นเนื้อเยื่อเทียมและระบบนำส่งยา

 “ไหมไทยมีคุณสมบัติเฉพาะตัวหลายประการที่โดดเด่นกว่าไหมจากต่างประเทศคือ ไหมไทยเป็นไหมชนิดเดียวในโลกที่มี รังสีเหลืองทอง” มีโครงสร้างโมเลกุลที่ไม่ชอบน้ำ ซึ่งแตกต่างจากไหมอิตาลีหรือไหมญี่ปุ่น คุณสมบัติพิเศษนี้ทำให้สามารถจับกับสารออกฤทธิ์ที่ไม่ชอบน้ำได้ดี เหมาะสำหรับการนำส่งยาบางประเภท” รศ.ดร.จุฑามาศ อธิบาย

นอกจากนี้ เส้นใยไหมยังมีความแข็งแรงซึ่งเป็นคุณสมบัติตามธรรมชาติ

“หนอนไหมสร้างโปรตีนเป็นเส้นใยเพื่อห่อหุ้มตัวเองในช่วงที่กำลังจะเปลี่ยนจากดักแด้เป็นผีเสื้อ ดังนั้นโปรตีนนี้จึงมีความแข็งแรงเป็นพิเศษเพื่อปกป้องดักแด้ คล้ายกับใยแมงมุมที่มีความเหนียวเพื่อดักจับเหยื่อ”

คุณสมบัติที่สำคัญอีกประการคือความปลอดภัยต่อร่างกาย

“ไฟโบรอินเป็นโปรตีนธรรมชาติ เมื่อย่อยสลายในร่างกาย จะกลายเป็นกรดอะมิโนที่ปลอดภัย ร่างกายสามารถกำจัดออกได้ง่าย ไม่เหลือสารตกค้างอันตราย แตกต่างจากโพลิเมอร์สังเคราะห์บางชนิด” รศ.ดร.จุฑามาศ กล่าวและอ้างอิงการทดสอบในสัตว์ทดลองทั้งหนู กระต่าย และสุนัข ที่พบว่าโปรตีนไหมมีความเป็น “Inert” (อินเนิร์ท) หรือไม่ค่อยมีปฏิกิริยากับร่างกาย (low immunogenicity) ซึ่งดีกว่าคอลลาเจนที่มักเกิดปฏิกิริยาเมื่อฝังเข้าไปในร่างกาย

 

ยกระดับงานวิจัยตั้งแต่ต้นน้ำสู่ปลายน้ำ

โครงการ Silklife ไม่ได้มองการวิจัยเฉพาะในห้องแล็บ แต่มองภาพรวมและผลสะเทือนที่จะเกิดขึ้นกับทั้งระบบการผลิตที่เกี่ยวข้องในโครงการวิจัย ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ

รศ.ดร.จุฑามาศ เล่าว่าทีมวิจัยได้สร้างต้นแบบการเลี้ยงหนอนไหมแบบอินทรีย์บนพื้นที่ 5 ไร่ในจังหวัดราชบุรี และได้รับการรับรองมาตรฐาน มกษ. 9000 ซึ่งเป็นมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ของประเทศไทย จากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์สำหรับแปลงหม่อน

“กระบวนการอินทรีย์นี้ไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องควบคุมทุกปัจจัยตั้งแต่ดินที่ปราศจากการปนเปื้อน มีแนวกันชนล้อมรอบแปลงเพื่อป้องกันการปนเปื้อนจากภายนอก การใช้ปุ๋ยอินทรีย์โดยไม่มีปุ๋ยเคมีเลย ไปจนถึงการเลือกวัสดุอุปกรณ์ที่ไม่มีสารปนเปื้อนอันตราย”

ความสำเร็จของ Silklife เกิดจากความร่วมมือจากหลายหน่วยงาน ตั้งแต่กรมหม่อนไหมที่เป็นพาร์ทเนอร์มาตั้งแต่เริ่มต้น สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย โรงพยาบาลและคลินิกที่ร่วมทดสอบ ศูนย์ทดสอบระดับสากล สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และภาคเอกชนที่ร่วมผลักดันสู่การผลิตเชิงพาณิชย์

 

งานวิจัยทรงคุณค่า สร้างมูลค่าให้เกษตรกรไทย

โครงการ Silklife ไม่ได้มุ่งแค่พัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์เท่านั้น แต่ยังมองถึงการสร้างความมั่นคงให้เกษตรกรด้วย

“โครงการนี้ส่งผลให้เกษตรกรได้รับการพัฒนาทักษะและความรู้ในการผลิตตามมาตรฐาน มีรายได้ที่มั่นคงและสูงขึ้น” รศ.ดร.จุฑามาศ กล่าวด้วยความภาคภูมิใจ “ปัจจุบันมีเกษตรกรหนึ่งครัวเรือนเป็นต้นแบบในเกษตรพันธสัญญา (Contract farming) แทนที่จะขายรังไหมกิโลกรัมละ 1,000 กว่าบาท เกษตรกรที่ร่วมโครงการสามารถขายรังไหมสำหรับตลาดผลิตภัณฑ์การแพทย์ โดยได้มูลค่ากิโลกรัมละหลักหมื่นบาทได้”

มูลค่าที่เพิ่มขึ้นมาจากคุณค่าที่ใส่เข้าไปในกระบวนการ “เราอยากเห็นวันที่ประเทศไทยมีผลิตภัณฑ์เหมือนญี่ปุ่นที่เมื่อใส่กระบวนการมาตรฐานและเพิ่มมูลค่าก็สามารถขายได้ราคาสูงเช่นกัน ซึ่งการยกระดับนี้มาจากกระบวนการ มาตรฐาน และวิธีการที่เปลี่ยนไป การลงทุนในมาตรฐานสูงคุ้มค่าเพราะผลิตภัณฑ์ปลายน้ำมีมูลค่าสูง และสามารถแข่งขันกับผลิตภัณฑ์นำเข้าจากต่างประเทศได้”

 

วิสัยทัศน์สู่อนาคต

รศ.ดร.จุฑามาศ กล่าวถึงเป้าหมายระยะสั้นของทีม Silklife คือการผลักดันผลิตภัณฑ์ออกสู่ตลาดให้มากที่สุด เพื่อสร้างการยอมรับและความเชื่อมั่น

“เมื่อคนเห็นผลิตภัณฑ์เยอะ ๆ การยอมรับก็จะเกิดขึ้น วันหนึ่งมันจะเป็นเหมือนคอลลาเจนที่คนมั่นใจว่าปลอดภัยและมีศักยภาพสูง” ส่วนวิสัยทัศน์ระยะยาว รศ.ดร.จุฑามาศ หวังว่าจะมีการนำไหมไทยไปใช้ทางการแพทย์ในวงกว้างขึ้น มีนักวิจัยและภาคเอกชนให้ความสนใจมากขึ้นด้วย

“เมื่อปลายทางมีความต้องการมาก ต้นทางก็ต้องเพิ่มจำนวนขึ้นตาม ดังนั้นเกษตรกรจะผลิตได้มากขึ้น มีรายได้สูงขึ้น ที่สำคัญ ประเทศไทยจะสามารถพึ่งพาตนเองในเรื่องผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ได้ วันหนึ่งเราต้องมีผลิตภัณฑ์การแพทย์ที่เราผลิตใช้เองจากในประเทศ ไม่ใช่ว่านำเข้าทุกอย่าง ถ้ามันไม่มีตัวแรก ๆ ที่เราพึ่งตนเองได้ ก็จะไม่มีจุดเปลี่ยน”

ข้อคิดสำหรับนักวิจัยรุ่นใหม่

สำหรับนักวิจัยรุ่นใหม่ที่สนใจพัฒนานวัตกรรมจากวัสดุท้องถิ่น รศ.ดร.จุฑามาศ ให้ข้อแนะนำว่า ประเทศไทยมีทรัพยากรธรรมชาติและสมุนไพรที่มีมูลค่ามหาศาล สิ่งสำคัญคือต้องทำวิจัยอย่างจริงจัง มองให้ครบทุกมิติตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ และยึดมาตรฐานสากลเป็นหลัก ซึ่งการสร้างงานวิจัยเป็นแพลตฟอร์มที่สามารถพัฒนาเป็นหลายผลิตภัณฑ์จะทำให้การลงทุนคุ้มค่า เพราะแต่ละงานวิจัยใช้ทรัพยากร เงินทุน และเวลาเป็นมูลค่าหลายสิบล้านบาท

“สิ่งสำคัญที่สุดคือการวิจัยไม่ควรจบแค่การตีพิมพ์ผลงาน การที่เราเห็นงานวิจัยถูกนำไปใช้ได้จริง เกิดความร่วมมือกับเอกชน นับว่าเป็นความสำเร็จอีกขั้นหนึ่ง งานวิจัยกับการทำผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์สามารถไปด้วยกันได้” รศ.ดร.จุฑามาศ เน้นย้ำ พร้อมยกตัวอย่างว่าปัจจุบันมีหลายผลิตภัณฑ์ที่จดสิทธิบัตรแล้วทำเชิงพาณิชย์เสร็จ ก็ยังสามารถนำงานวิจัยมาเขียนเป็นบทความวิชาการตีพิมพ์ได้ การสร้างทีมวิจัยที่เข้มแข็ง มีนักวิจัยที่เป็นกำลังสำคัญ และแตกแขนงผลิตภัณฑ์ออกไป จะช่วยให้เกิดผลิตภัณฑ์จากวัสดุท้องถิ่นของประเทศได้อีกมากมาย

จากห้องแล็บในคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ สู่แปลงหม่อนในราชบุรี จากการตีพิมพ์ผลงานวิชาการนานาชาติ สู่การขึ้นทะเบียน อย. จากงานวิจัยพื้นฐาน สู่ผลิตภัณฑ์ที่จับต้องได้ในชีวิตจริง นี่คือตัวอย่างของการวิจัยที่ครอบคลุมทั้งมิติวิชาการ เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม เป็นงานการวิจัยที่ ไม่ทิ้งต้นทาง ไม่ลืมปลายทาง” ทั้งเกษตรกรผู้เลี้ยงไหมและผู้ป่วยที่รอคอยการรักษา เป็นตัวอย่างที่สะท้อนพันธกิจของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในการเป็น มหาวิทยาลัยเพื่อสังคม” ที่ไม่ได้หยุดอยู่แค่การสร้างองค์ความรู้ แต่ยังนำความรู้นั้นไปใช้เพื่อประโยชน์ของส่วนรวมอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านงานวิจัยที่มีคุณค่า มีคุณภาพ และมีความหมายต่อสังคมไทยและนานาชาติ 

สำหรับผู้ที่สนใจติดตามหรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Silklife สามารถเข้าชมเว็บไซต์ www.enginelife.co.th ซึ่งเป็นสตาร์ตอัปของคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

อ่านบทความฉบับสมบูรณ์ที่ https://www.chula.ac.th/highlight/279400/

หากท่านมีข้อสงสัยเกี่ยวกับประเด็นนี้ สามารถติดต่อเพื่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่

คุณพิระดา ธรรมวีระพงษ์ ศูนย์สื่อสารองค์กร โทร. (+66) 2218 3055  หรืออีเมล Amm.pirada@gmail.com

***************************************

Silklife: Chula Researchers Transform Thai Silk into Medical Innovation

Researchers at Chulalongkorn University are redefining the role of Thai silk by developing silk protein into a versatile platform for medical products, aiming to reduce Thailand’s reliance on imported biomaterials while creating sustainable income for farmers.

The Silklife research project, led by Associate Professor Dr. Juthamas Ratanavaraporn of the Faculty of Engineering, converts silk protein into various medical applications, including pain-relief and sleep-aid patches, artificial tissues, and injectable joint gels. The initiative addresses a key challenge facing Thailand’s rapidly expanding medical industry, which still depends heavily on imported materials such as collagen and hyaluronic acid.

Thai silk, traditionally valued as a cultural heritage textile, possesses unique biomedical properties. Its primary protein, fibroin, is naturally strong, biocompatible, and safely degrades into amino acids in the body. Unlike silk from other countries, Thai silk has a natural golden hue and a hydrophobic molecular structure, enabling it to bind effectively with certain drug compounds and making it suitable for targeted drug delivery systems.

The Silklife project adopts a comprehensive approach spanning the entire value chain. The research team established an organic silkworm farming model on five rai of land in Ratchaburi province, certified under Thailand’s organic agriculture standards. Controlled, closed-system rearing facilities—certified under Thai Agricultural Standard 8203—ensure consistent quality year-round. Contract farmers are trained to follow strict operating procedures to minimize contamination.

High-quality cocoons are processed at a pilot plant meeting ISO 13485 manufacturing standards and ISO 10993 medical safety standards. Achieving medical-grade silk protein requires three to four years of development from upstream farming to midstream processing.

Initial products focus on external use to build safety and market confidence, including hydrogel skin patches that release herbal pain-relief compounds for up to eight hours, and CBD sleep patches designed as an alternative to high-dose oral administration. More advanced applications include biodegradable scaffolds for dental and tissue regeneration and injectable silk-based joint gels now entering early-stage clinical trials at King Chulalongkorn Memorial Hospital.

Beyond medical innovation, the project delivers economic impact. Participating farmers can sell medical-grade silk cocoons at prices several times higher than conventional market rates. Researchers emphasize that Silklife’s platform approach allows a single material to be developed into dozens of products, positioning Thai silk as a competitive, homegrown alternative in global medical markets. 

For more information, visit www.enginelife.co.th

Continue reading a full article on the website: https://www.chula.ac.th/en/highlight/285235/

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

Ad